• โต๊ะจีนภานุพงศ์โภชนา โต๊ะจีนเพื่อคนรุ่นใหม่ สั่งจองโต๊ะจีน 098 508 4883
  • ผลิตน้ำดื่มติดแบรนด์ โรงงานผลิตน้ำดื่มสะอาด ปลอดภัย
  • กระบะรับจ้าง ทั่วประเทศ
  • บริษัท ทีพีพี พลาสติก จำกัด ผู้ผลิตถุงพลาสติก พิมพ์ถุงพลาสติก  ซอง แผ่นพลาสติกบรรจุภัณฑ์ บริการทั่วอาเซียน
  • บริษัท แอบโซลูท โพลิเมอร์ จำกัด เป็นผู้ผลิตและจำหน่ายซีลีท ทำมาจากวัตถุดิบยางธรรมชาติ และยางสังเคราะห์ ซึ่งยางสังเคราะห์
  • โรงงานผลิตถุงพลาสติก ส.แสงชัย พลาสแพ็ค
  • หจก.กชพรพัฒนา ผลิตชริ้งค์ฟิล์ม ผลิตซีลคอถัง 20 ลิตร
สาระน่ารู้

นิยาม SMEs

นิยาม SMEs

 

SMEs ย่อมาจากภาษาอังกฤษ Small and Medium Enterprises หรือแปลเป็นภาษาไทยว่า"วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม"

 

 

สำหรับความหมายของวิสาหกิจ (Enterprises) ครอบคลุมกิจการ 3 กลุ่มใหญ่ ๆ ได้แก่

 

 

1. กิจการการผลิต (Production Sector) ครอบคลุมการผลิตในภาคเกษตรกรรม (Agricultural Processing)
ภาคอุตสาหกรรม(Manufacturing) และเหมืองแร่(Mining)

 

 

2. กิจการการค้า (Trading Sector) ครอบคลุมการค้าส่ง (Wholesale) และการค้าปลีก (Retail)

 

 

3. กิจการบริการ (Service Sector)

 

 

ส่วนลักษณะขนาดของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม กำหนดจากมูลค่าชั้นสูงของสินทรัพย์ถาวร สำหรับกิจการ
แต่ละประเภท ดังนี้

1. กิจการการผลิต : ขนาดกลาง ไม่เกิน 200 ล้านบาท   ขนาดย่อม  ไม่เกิน 50 ล้านบาท
2. กิจการบริการ   : ขนาดกลาง ไม่เกิน 200 ล้านบาท   ขนาดย่อม  ไม่เกิน 50 ล้านบาท
3. กิจการการค้า   : ขนาดกลางไม่เกิน ค้าส่ง ไม่เกิน 100 ล้านบาท ขนาดย่อม ไม่เกิน 50 ล้านบาท
                              ขนาดกลาง ค้าปลีก ไม่เกิน 60 ล้านบาท ขนาดย่อมค้าปลีก ไม่เกิน 30 ล้านบาท

 

 

 

 

 

ส่วนลักษณะขนาดของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม กำหนดจากจำนวนการจ้างงาน สำหรับกิจการ
แต่ละประเภท ดังนี้

1. กิจการการผลิต :  ขนาดกลาง ไม่เกิน 200 คน   ขนาดย่อม  ไม่เกิน 50 คน
2. กิจการบริการ   :  ขนาดกลาง ไม่เกิน 200  คน  ขนาดย่อม  ไม่เกิน 50 คน
3. กิจการการค้า   :  ขนาดกลางไม่เกิน ค้าส่ง ไม่เกิน 50 คน ขนาดย่อม ไม่เกิน 25 คน
                              ขนาดกลาง ค้าปลีก ไม่เกิน 30 คนขนาดย่อมค้าปลีก ไม่เกิน 15 คน

 

 

ความสำคัญของ SMEs ต่อระบบเศรษฐกิจ

 

 

SMEs คือ วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม เป็นวิสาหกิจที่มีความเหมาะสม มีความคล่องตัวในการปรับสภาพ
ให้เข้ากับสถานการณ์ทั่วไปของประเทศอีกทั้งยังเป็นวิสาหกิจที่ใช้เงินทุนในจำนวนที่ต่ำกว่าวิสาหกิจขนาดใหญ่ และยัง
ช่วยรองรับแรงงานจากภาคเกษตรกรรมเมื่อหมดฤดูกาลเพาะปลูก รวมถึงเป็นแหล่งที่สามารถรองรับแรงงานที่เข้ามาใหม่
เป็นการป้องกนการอพยพของแรงงานเข้ามาหางานทำในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล ซึ่งช่วยกระจายการกระจุกตัวของ
โรงงานกิจการวิสาหกิจในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลไปสู่ภูมิภาค ก่อให้เกิดการพัฒนาความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ
ทั้งในส่วนภูมิภาคและของประเทศอย่างยั่งยืนต่อไป

 

 

จากการรายงานของธนาคารกรุงเทพ ระบุว่าในปี 2541 วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (Small and Medium Enterprises : SMEs) ซึ่งประกอบด้วย กิจการการผลิต การค้า และธุรกิจบริการ มีจำนวนรวมทั้งสิน 311,518 รายคิด
เป็นสัดส่วน 92% ของวิสาหกิจทั้งหมดในประเทศในจำนวนนี้เป็นวิสาหกิจประเภทการค้า (ค้าส่ง ค้าปลีก ภัตตาคารและ
โรงแรม) มากที่สุด 134,171 ราย คิดเป็น 43 % รองลงมาเป็นภาคการผลิต จำนวน 90,122 ราย คิดเป็น 82.9 % และ
การบริการ จำนวน 87,225 ราย คิดเป็น 28.7 %
กล่าวโดยสรุป SMEs มีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจ คือ

 

 

1.  ช่วยการสร้างงาน

 

 

2.  สร้างมูลค่าเพิ่ม

 

 

3.  สร้างเงินตราต่างประเทศ

 

 

4.  ช่วยประหยัดเงินตราต่างประเทศ โดยการผลิตเพื่อทดแทนการนำเข้าจากต่างประเทศ

 

 

5.  เป็นจุดเริ่มต้นในการลงทุน และสร้างเสริมประสบการณ์

 

 

6.  ช่วยเชื่อมโยงกับกิจกรรมขนาดใหญ่ และภาคการผลิตอื่น ๆ เช่น ภาคเกษตรกรรม

 

 

7.  เป็นแหล่งพัฒนาทักษะฝีมือ

ปัญหาและข้อจำกัดของ SMEs ในภาพรวม

 

 

1. ปัญหาด้านการตลาด SMEs ส่วนใหญ่มักตอบสนองความต้องการของตลาดในท้องถิ่น หรือตลาดภายในประเทศ ซึ่งยังขาดความรู้ความสามารถในด้านการตลาดในวงกว้าง โดยเฉพาะตลาดต่างประเทศ ขณะเดียวกันความ
สะดวกรวดเร็วในการคมนาคมขนส่งตลอดจนการเปิดเสรีทางการค้า ทำให้วิสาหกิจขนาดใหญ่ รวมทั้งสินค้าจากต่าง
ประเทศเข้ามาแข่งขันกับสินค้าในท้องถิ่นหรือในประเทศที่ผลิตโดยกลุ่มวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมมากขึ้น

 

 

2. ขาดแคลนเงินทุน SMEs มักประสบปัญหาการขอกู้เงินจากสถาบันการเงิน เพื่อมาลงทุนหรือขยายการ
ลงทุนหรือเป็นเงินทุนหมุนเวียนทั้งนี้เนื่องจากไม่มีการทำบัญชีอย่างเป็นระบบและขาดหลักทรัพย์ค้ำประกันเงินกู้ทำให้
ต้องพึ่งพาเงินกู้นอกระบบ และต้องจ่ายดอกเบี้ยในอัตราที่สูง

 

 

3. ปัญหาด้านแรงงาน แรงงานที่ทำงานใน SMEs จะมีปัญหาการเข้าออกสูง กล่าวคือ เมื่อมีฝีมือและมีความชำนาญมากขึ้นก็จะย้ายออกไปทำงานในโรงงานขนาดใหญ่ที่มีระบและผลตอบแทนที่ดีกว่า จึงทำให้คุณภาพของแรง
งานไม่สม่ำเสมอการพัฒนาไม่ต่อเนื่องส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพการผลิตและคุณภาพสินค้า

 

 

4. ปัญหาข้อจำกัดด้านเทคโนโลยีการผลิตโดยทั่วไป SMEs มักใช้เทคนิคการผลิตไม่ซับซ้อนเนื่องจากการ
ลงทุนต่ำและผู้ประกอบการ/พนักงานขาดความรู้พื้นฐานที่รองรับเทคนิควิชาที่ทันสมัยจึงทำให้ขาดการพัฒนารูปแบบ
ผลิตภัณฑ์ตลอดจนการพัฒนาคุณภาพมาตรฐานที่ดี

 

 

5. ข้อจำกัดด้านการจัดการ SMEsมักขาดความรู้ในการจัดการหรือการบริหารที่มีระบบใช้ประสบการณ์จาก
การเรียนรู้ โดยเรียนถูกเรียนผิดเป็นหลักอาศัยบุคคลในครอบครัวหรือญาติพี่น้องมาช่วยงานการบริหารภายในลักษณะนี้แม้
จะมีข้อดีในเรื่องการดูแลที่ทั่วถึง (หากธุรกิจไม่ใหญ่นัก) แต่เมื่อกิจการเริ่มขยายตัวหากไม่ปรับปรุงการบริหารจัดการให้
มีระบบก็จะเกิดปัญหาเกิดขึ้นได้

 

 

6. ปัญหาการเข้าถึงบริการการส่งเสริมของรัฐ SMEsจำนวนมากเป็นการจัดตั้งกิจการที่มีรูปแบบไม่เป็น
ทางการ เช่น ผลิตตามบ้านผลิตในลักษณะโรงงานท้องแถวไม่มีการจดทะเบียนโรงงาน ทะเบียนพาณิชย์ หรือทะเบียน
การค้าดังนั้นกิจการโรงงานเหล่านี้ จึงค่อนข้างปิดตัวเองในการเข้ามาใช้บริการของรัฐ เนื่องจากปฏิบัติไม่ค่อยถูกต้อง
เกี่ยวกับการเสียภาษี การรักษาสภาพสิ่งแวดล้อม หรือรักษาความปลอดภัยที่กำหนดตามกฎหมาย นอกจากนี้ในเรื่องการส่งเสริมการลงทุนก็เช่นเดียวกัน แม้ว่ารัฐจะได้ลดเงื่อนไขขนาดเงินทุนและการจ้างงาน เพื่อจูงใจให้ SMEsเพียง 8.1 % เท่านั้นที่มีโอกาสได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากรัฐ

 

 

7. ปัญหาข้อจำกัดด้านบริการส่งเสริมพัฒนาขององค์การภาครัฐและเอกชน การส่งเสริมพัฒนา SMEs
ที่ผ่านมาได้ดำเนินการโดยหน่วยงานของรัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กรมส่งเสริมการส่งออก สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมขนาดย่อมบรรษัทเงินทุน
อุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หอการค้าไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ตลอดจนสมาคมการค้าและอุตสาหกรรม
ต่าง ๆ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อมมีจำนวนมากและกระจายอู่ทั่วประเทศ ประกอบกับ
ข้อจำกัดของหน่วยงานดังกล่าว เช่น ในเรื่องบุคลากร งบประมาณ จำนวนสำนักงานสาขาภูมิภาคการให้บริการส่งเสริม
สนับสนุนด้านต่าง ๆ จึงไม่อาจสนองตอบได้ทั่วถึงและเพียงพอ

 

 

8. ปัญหาข้อจำกัดในการรับรู้ข่าวสารข้อมูลเนื่องจากปัญหาและข้อจำกัดต่าง ๆ ข้างต้น SMEs โดยทั่วไป
จึงค่อนข้างมีจุดอ่อนในการรับรู้ข่าวสารด้านต่าง ๆ เช่น นโยบายและมาตรการของรัฐ ข้อมูลข่าวสารด้านการตลาด ฯลฯ

ผลกระทบต่อ SMEs

 

 

จากวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นตั้งแต่กลางปี 2540 ซึ่งเริ่มจากสถาบันการเงินก่อนจะลุกลามไปสู่ธุรกิจ
เกือบทุกสาขาทั้งกิจการขนาดใหญ่และขนาดเล็กล้วนได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นด้วยกันทั้งสิ้น

 

 

วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรมซึ่งเป็นภาคการผลิตที่แท้จริงก็ได้รับผล
กระทบจากเศรษฐกิจเช่นเดียวกัน กลุ่ม SMEs ล้วนประสบปัญหาขาดสภาพคล่องจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำทำให้อำนาจ
ซื้อการบริโภคของประชาชนลดน้อยลงเป็นผลให้กิจการ SMEs ต้องชะลอหรือลดการผลิต การจำหน่ายหรือถึงขึ้นปิด
กิจการไปในที่สุด

 

 

 

 

 

โดยกลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือ กลุ่ม SMEs ที่เป็นการรับช่วงการผลิตจากกลุ่มอุตสาหกรรมสนับสนุน ซึ่ง
เป็นอุตสาหกรรมขนาดกลางที่ใช้เทคโนโลยีพึ่งพาจากต่างประเทศ เช่น อุตสาหกรรมรถยนต์ เป็นต้น ส่วนกลุ่ม SMEs
ที่พึ่งพาตนเองได้และมักจะใช้ภูมิปัญญาไทยเป็นพื้นฐานมาจากครอบครัวจะสามารถดำรงธุรกิจอยู่ได้ เนื่องจากกลุ่มนี้
จะมีความคล่องตัวในเรื่องการจัดการ เทคนิคการผลิต การจำหน่าย ซึ่งมักจะมีความยืดหยุ่นในการปรับตัว เพื่อรับมือ
กับภาวะวิกฤติเศรษฐกิจได้ดีกว่า กลุ่ม SMEs ที่รับช่วงการผลิตจากบริษัทอุตสาหกรรมขนาดใหญ่และขนาดกลาง
แต่อย่างไรก็ตามกลุ่ม SMEs โดยทั่วไปก็ยังได้รับผลกระทบจากอำนาจซื้อและการบริโภคที่น้อยลงของประชาชน และมี
ปัญหาคือสถาพคล่องทางการเงิน ที่กระจายไปทั่วระบบเศรษฐกิจ

 

 

 

 

 

หากภาครัฐไม่ยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือ ผู้ประกอบการ SMEs เหล่านี้ก็จะทยอยปิดกิจการไปเรื่อย ๆ กระทั่งกลาย
เป็นปัญหาเรื้อรังทางเศรษฐกิจและส่งผลต่อปัญหาสังคมในที่สุด

ส่งเสริม SMEs กู้เศรษฐกิจชาติ

 

 

 

 

 

การพลิกฟื้นเศรษฐกิจของประเทศไทย รวมทั้งแนวทางการพัฒนาต่อไปในอนาคต ควรจะให้ความสำคัญกับ SMEs
มากยิ่งขึ้น ซึ่งไม่ได้หมายความว่า กิจการขนาดใหญ่จะไม่ให้การสนับสนุนอีกต่อไป แต่ต้องปรับเปลี่ยนกระบวนการส่งเสริม
กิจการให้มีความเชื่อมโยงกันมากขึ้น โดยสร้างความแข็งแกร่งให้ SMEs ซึ่งส่วนใหญ่ยังมีจุดอ่อนโดยการให้ความช่วย
เหลือหรือสนับสนุนด้านต่าง ๆ อย่างเป็นระบบและให้เกิดความต่อเนื่องเนื่องจากหากกลุ่มผู้ประกอบการ SMEs มีความ
แข็งแกร่งสามารถยืนหยัดและแข่งขันกับสินค้าต่างประเทศได้ก็จะกลายเป็นรากฐานสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของ
ประเทศไทยต่อไป โดยแนวทางการดำเนินงานเพื่อพัฒนา SMEs อย่างชัดเจนในภาพรวม ดังนี้

 

 

1. เพื่อบรรเทาปัญหาของ SMEs ที่กำลังประสบอยู่ในปัจจุบัน และช่วยพยุงกลุ่ม SMEs ให้ดำรงอยู่รอดพ้นจาก
วิกฤติเศรษฐกิจมีแนวทางดำเนินการ คือ

 

 

 

 

 

  ปรับปรุงเพิ่มเติม เสริมแต่งในจุดที่ SMEs มีปัญหา

 

 

      -   เทคโนโลยีการผลิตและการบริหาร

 

 

      -   การตลาด

 

 

      -   การเข้าถึงแหล่งเงินทุน

 

 

      -   การพัฒนาบุคลากร

 

 

      -   การเข้าถึงแหล่งข้อมูล

 

 

  สร้างเครือข่ายการปฏิบัติงานของหน่วยงานปฏิบัติการ

 

 

  สร้างเครือข่ายการปฏิบัติงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้สนับสนุนซึ่งกันและกัน

 

 

      -   องค์กรภารัฐ เอกชน ทั้งส่วนกลางและภูมิภาค

 

 

      -   สถาบันอิสระเฉพาะทาง

 

 

      -   สถาบันการศึกษา

 

 

2. พัฒนา SMEs ที่ดำเนินการอยู่แล้วให้ขยายตัวเจริญเติบโต และสามารถแข่งขันได้ทั้งในระดับประเทศและ
ระดับโลกโดยมีความสามารถเทียบได้กับวิสาหกิจ SMEs ต่างชาติ และสามารถออกไปแข่งขันในต่างประเทศ มีแนวทาง
ดำเนินการคือ

 

 

 

 

 

  เน้นความเข้มข้นการพัฒนาไปสู่มาตรฐาสสากล

 

 

      -   มาตรฐานคุณภาพสินค้า

 

 

      -   ความรวดเร็วในการส่งมอบสินค้า และการให้บริการ

 

 

      -   มาตรฐานระบบการบริหารการผลิต เช่น ISO 9000 หรือ ISO 14000

 

 

      -   มาตรฐานสุขอนามัย

 

 

      -   การป้องกันสิ่งแวดล้อมและธรรมชาติ

 

 

      -   การคุ้มครองแรงงาน และสิทธิมนุษยชน

 

 

  เน้นกลไกการสนับสนุนเงินทุน การร่วมทุน (Venture Capital) และการระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์สำหรับ

 

 

    SMEs

 

 

      -   เพื่อปรับปรุงผลผลิต (Productivity)

 

 

      -   เพื่อปรับปรุงเทคโนโลยีการผลิตและนวัตกรรม

 

 

      -   เพื่อปรับปรุงระบบการจำหน่ายและบริการให้รวดเร็ว

 

 

      -   เพื่อขยายกิจการ

 

 

3. สร้าง SMEs ที่มีอนาคต มีนวัตกรรม หรือเป็นกลุ่ม SMEs ด้านนโยบายการพัฒนาให้เกิดขึ้น และเติบโตอย่างยั่งยืนมีแนวทางดำเนินการคือ

 

 

 

 

 

  เน้นในเรื่องข้อมูลข่าวสารการลงทุนสาขาที่มีศักยภาพ

 

 

  เน้นกลไกการส่งเสริมอย่างใกล้ชิดและครบวงจรในลักษณะการบ่อมเฉพาะ(Incubation)

 

 

  เน้นกลไกสินเชื่อเพื่อการเริ่มต้นกิจการ (Start-up Loans)

 

 

  เน้นกลุ่มเป้าหมายด้านนโยบาย เช่น

 

 

      -   กลุ่มผู้มีความรู้และประสบการณ์การทำงาน

 

 

      -   กลุ่มผผู้จบการศึกษาใหม่ที่มีความสามารถเชิงนวัตกรรม

 

 

      -   กลุ่มราษฎร หรือราษฎอิสระ ที่จะจัดตั้งหน่วยผลิต หรือธุรกิจชุมชน

 

ที่มา : http://www.ismed.or.th


เขียนเมื่อ 27 กุมภาพันธ์ 2552 | อ่าน 1354
เขียนโดย เจ้าหน้าผู้ดูแลระบบ

 
 
  อ่าน สาระน่ารู้ อื่นๆ
 
   
สำหรับธุรกิจ Website กับ Facebook Fanpage จะเลือกอะไรดี
Facebook fanpage สำหรับธุรกิจร้านค้าต่าง ๆ กำลังเป็นที่ินิยม และสื่อสารกันได้ง่าย
7/10/2560
เปิดอ่าน 1750
 
   
เรื่องง่าย ๆ ในการปรับเปลี่ยนอักษรภาษาอังกฤษ เป็นตัวใหญ่ ตัวเล็ก หรือผสมกัน
บริการฟรี มีประโยชน์สำหรับ SMEs ที่บางครั้งทำ Profile กิจการแล้ว เมื่อพิมพ์อักษรอังกฤษ
18/3/2560
เปิดอ่าน 3009
 
   
Cloud Storage ระบบสำรองข้อมูลยุคใหม่ ที่ SMEs ไม่ควรพลาด
ระบบจัดเก็บข้อมูลแบบคลาวด์ ยุคใหม่ของการจัดเก็บไฟล์ข้อมูล ที่ SMEs ควรนำมาใช้ประโยชน์
7/2/2560
เปิดอ่าน 2474
 
   
การจดชื่อโดเมน โอนโดเมน ย้ายโดเมน อย่าให้โดเมนหมดอายุ
Domain เป็นทั้งยี่ห้อ เป็นทั้งตราสินค้า เป็นสิ่งที่เจ้าของธุรกิจจะปล่อยให้ชื่อธุรกิจหลุดไปไม่ได้
10/11/2553
เปิดอ่าน 3696
 
   
UBUNTU อูบุนตู ระบบปฏิบัติการทดแทน Windows อีกทางเลือกของผู้ประกอบการ SMEs
2/7/2553
เปิดอ่าน 2999
 
   
RoHS คือ มาตรฐานเพื่อสิ่งแวดล้อม เวลาเลือกดูสินค้าอิเล็กทรอนิกส์
27/1/2553
เปิดอ่าน 4169
 
   
Yahoo ประกาศปิดเว็บฟรี Geocities.com ภายในปีนี้
16/5/2552
เปิดอ่าน 3921
 
   
คู่มือเขียนแผนธุรกิจภาคการค้า
18/3/2552
เปิดอ่าน 3738
 
   
คู่มือเขียนแผนธุรกิจภาคผลิต
18/3/2552
เปิดอ่าน 4158
 
   
คู่มือเขียนแผนธุรกิจภาคบริการ
18/3/2552
เปิดอ่าน 3464
 
 
ผลิตน้ำดื่มติดแบรนด์ โรงงานผลิตน้ำดื่มสะอาด ปลอดภัย โทร 088 056 8629
สำนักงานชมรมผู้ประกอบการ SMEs สมุทรสาคร
45/159 ม.5 ต.พันท้ายนรสิงห์ อ.เมืองสมุทรสาคร 74000
E-mail :
พัฒนาเว็บไซต์ โดย โฆษณากรุ๊ป ประเทศไทย